Showing posts with label game drive. Show all posts
Showing posts with label game drive. Show all posts

Thursday, April 7, 2016

รีวิว : นอนเต๊นท์ เที่ยวป่า Tsavo East National Park

วันหยุดเทศกาลอีสเตอร์
มาดามก็ได้โอกาสไปเที่ยวอีกแล้ว คราวนี้เพื่อน ๆ ที่อยู่คอมพาวน์เดียวกันเป็นคนจัดทริป และ จองห้องพัก แต่เอารถเราขับไปกันเอง 4 คน พร้อมเสบียงเต็มคันรถ

คราวนี้เราจะไปกันที่ Tsavo East National Park 
ไปส่องสัตว์กันอีกแล้ว ha~ha โดย park นี้เป็นหนึ่งใน National Park ที่เก่าแก่ และ ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเคนยาเลยก็ว่าได้ ก่อนไปก็เอาแผนที่มาศึกษาดู ปรากฎว่าคุณเพื่อน นางจองแคมป์ไว้อีกฟากหนึ่งของ park ค่ะ งานนี้เลยต้องเดินทางกันยาว ๆ 
          ล้อหมุนจากบ้าน ประมาณ 7 โมงเช้า กว่าจะไปถึงแคมป์ก็ปาเข้าไปเกือบ ๆ 6 โมงเย็น เส้นทางที่เราไปถนนจัดว่าดี แต่เสียอย่างเดียวคือมัน 2 เลน ในรูปจะเห็นสะพานข้างหลังมาดามซึ่งก็คือทางรถไฟที่จีนมาสร้างให้ บางช่วงก็จะมีการก่อสร้างสถานีขึ้นป้ายภาษาจีนไว้ใหญ่โต ส่วนม้าลายข้างหลังคือของจริง (ตอนแรกเห็นนึกว่ารูปปั้น คือยืนกันนิ่งมาก)
          ขับรถมาหลายชั่วโมง ในใจคิดว่านี่มัน เนวาด้า ชัด ๆ คือ สภาพภูมิประเทศแถบนี้ใกล้เคียงทะเลทรายเลย ร้อน ๆ แห้ง ๆ แดดเปรี้ยง ๆ มีพุ่มไม้เตี้ย ๆ ประปราย นาน ๆ จะเห็นต้นไม้ใหญ่สักที และที่สำคัญไม่มีจุดไหนให้จอดแวะทำธุระส่วนตัวได้เลย พอดีเจออาคารที่ยังสร้างไม่เสร็จ แล้วก็น้องม้าลายยืนอยู่ เลยได้แวะซะเลย



..บนถนน หนทางซุปเปอร์  ไฮเวย์...หลังจากขับรถมานานหลายชั่วโมงแล้ว เราก็จะเข้าไปในส่วนของ park กัน ซึ่งแคมป์ที่เราจะไปนั้น ต้องขับรถผ่าเข้าไปใน park อีก ประมาณเกือบ 90 กม. ตรงจุดนี้เราต้องจอดรถลงไปซื้อบัตรผ่าน และ เสียค่าธรรมเนียม รถ 1 คันได้บัตรผ่านมา 1 ใบเป็นแบบสมาร์ทการ์ด แล้วเติมเงินไว้ จะเข้าจะออกที เวลาผ่านประตูก็ต้องแวะรูดบัตรทุกครั้งทั้งขาเข้า และ ขาออก





บรรยากาศโดยรอบสำนักงานบัตรผ่านประตู




แผนที่ park แบบหยาบ มีจุดบอกด้วยนะว่าโซนไหนมีสัตว์ไหนอยู่




เส้นทางเข้าป่ายังอีกยาวไกล




ขับรถกระเด้งกระดอนมาตามทาง สภาพเหมือนทางไปนาบ้านเรา ดินทราย สลับกับ ดินแดง และ ทางหินแห่ เป็นระยะ ๆ จน GPS นำทาง error ไปเลย
ในที่สุดเราก็เจอป้ายทางเข้าแคมป์ (เหมือนในหนังโรคจิตสยองขวัญมาก) ระหว่างเลี้ยวรถไปตามทางก็หันไปถามเพื่อนว่า "ผีตัวไหนเข้าฝันให้เลือกมาแคมป์นี้วะ" เพื่อนทำเสียงอ่อย ๆ บอก "ก็ไม่รู้สินะ เปิด bookingดอทคอม เข้าไปแล้วมัน recommend ที่นี่มาเลยที่แรก" (โถ...เหยื่อการตลาด) จากทางหลักเข้าไปประมาณ 3 กม. คดเคี้ยว และ มันเป็นถนนหินแหลม ๆ ในที่สุดก็มาถึงแคมป์ซะที ทริปนี้เราจะพักกันที่ Kiboko Camp







สภาพดูดีกว่าที่คิดไว้มาก



ทางเข้าแคมป์







เดินสวย ๆ เข้ามาตรง lobby ก็จะมีพ่อหนุ่มคนนี้(ซึ่งมาดามลืมว่าเค้าชื่ออะไร) ยืนรอต้อนรับ และ เสริฟน้ำผลไม้เย็น ๆ ให้ โดยตลอดช่วงเวลาที่พักที่นี่ พ่อหนุ่มคนนี้จะมีหน้าที่บริการเสริฟเครื่องดื่ม และ อาหารให้กับแขกที่เข้าพักทั้งหมด(ทั้งแคมป์แขกตั้งหลายสิบพี่แกเสริฟอยู่คนเดียว)







ในแคมป์จะมีกระดูกช้าง และ สัตว์อื่น ๆ วางตกแต่งอยู่เป็นระยะ ๆ



ที่แคมป์จะมีโซนร้านอาหาร แต่เปิด - ปิด เป็นเวลา


มีบาร์น้ำ ตรงนี้จะมีจุดต่อไฟให้ชาร์จแบตโทรศัพท์


ถัดมามุมนี้ เป็นมุมสมุดเยี่ยมชม Guest book


มองออกไปนอกร้านอาหาร จะเป็นแม่น้ำ Galana ซึ่งจุดเด่นของแคมป์นี้คือ ตั้งอยู่ติดริมแม่น้ำ ลมพัดเย็นสบายตลอดทั้งวัน


ทางเดินไปยังเต๊นท์ที่พัก 
(นายแบบคนนี้ไล่ยังไงก็ไม่หนีอยากเข้ากล้องด้วยตลอด)



ภายในเต๊นท์ที่พัก ฝักบัวอาบน้ำมีน้ำอุ่นด้วยนะ



บรรยากาศภายในร้านอาหารยามค่ำคืน โดยปกติแล้ว อาหารเช้าของที่นี่จะเป็นพวกขนมปัง   คุ้กกี้ ชา+กาแฟ แต่เราก็พอจะสั่งไข่ลวก หรือเมนูง่าย ๆ อย่างอื่นได้บ้าง ส่วนอาหารเที่ยง และ อาหารเย็น ในแต่ละวันเชฟจะเป็นคนตัดสินใจอีกที เพราะแคมป์นี้อยู่ห่างไกลจากเมืองใหญ่มาก (พูดง่าย ๆ คือ อยู่ในป่า) และกระแสไฟฟ้ามีใช้อย่างจำกัด ดังนั้นจะไม่มีการเก็บของสดไว้เลย เพราะจะเน่าเสียไว ทุก ๆ สัปดาห์จะมีรถเข้ามาส่งอาหาร วัตถุดิบต่าง ๆ 2 ครั้งโดยประมาณ ถ้าเกิดมีลูกค้า walk in เชฟก็จะต้องกะปริมาณให้พอเพียงกับจำนวนคนทั้งแคมป์

     หรือในกรณีที่อาหารไม่พอเพียง บางครั้งพนักงานในแคมป์ก็จะนำอาหารที่เรามีเหลืออยู่มากไปแลกเป็นวัตถุดิบอย่างอื่นจากแคมป์ที่อยู่ใกล้ ๆ กัน (แต่ละแคมป์ห่างกันราว ๆ 3-5 กม.)

ตื่นเช้าวันนี้เราจะไป game drive หาดูสัตว์ป่ากัน แต่ก็ต้องมีเหตุให้ออกจากแคมป์สาย เพราะรถยางรั่วจากการขับบุกป่าฝ่าดงเมื่อคืน งานนี้มาดามช่วยเปลี่ยน ช่วยปะยางกับมือ(พี่เคยทำพี่ทำได้) เสร็จแล้วเราก็ออกเดินทาง  วันแรกเอามาไซติดรถมาด้วย เจ้าของแคมป์บอกว่าเราจะได้มีผู้นำทาง 



พี่มาไซที่มากับเราวันนี้แกชื่อ เฮียจอห์น เป็นมาไซที่ friendly มากผิดปกติมาไซทั่ว ๆ ไป (แอบคิดว่านี่เฮียแกเป็นมาไซเทียมป่าววะ) 
นั่ง ๆ รถไปถ้าถามอะไรแล้วเฮียแกไม่ตอบ หรือ เงียบ ๆ ไป แสดงว่าแกหลับ(หลับจริงจังมาก) ต้องปลุกเฮียขึ้นมาถามทางทุกครั้งที่ถึงทางแยก แต่อันที่จริง park นี้ค่อนข้างขับรถง่ายกว่า park อื่น เพราะมีป้ายบอกทางเป็นระยะ(มีป้ายทุกทางแยก ถ้าไม่แยกคือจะไม่มีป้ายบอก) 

     เฮียจอห์นเล่าให้ฟังว่า เมื่อสมัยยังเป็นหนุ่มเฮียแกเคยเข้าป่าล่าสิงโตด้วย(เป็นประเพณีของชาวมาไซ) แกล่ามาหมดแล้วไม่ว่าจะเสือ สิงห์ กระทิง แรดฯลฯ (ตอนนี้เป็นสัตว์สงวนหมดแล้วจ๊ะ ถ้าลองไปล่ามีหวังตำรวจจับติดคุก) แต่ปัจจุบันเฮียจอห์นเลิกล่าสัตว์แล้ว แต่มาทำงานในแคมป์ มีหน้าที่ต้อนรับนักท่องเที่ยว นำทางในป่า และ คอยไล่สัตว์ป่าที่เข้ามาในบริเวณแคมป์ (แคมป์นี้ไม่มีรั้ว ตกกลางคืนมักจะมีสัตว์ป่ามาเดินเล็มต้นไม้ใบหญ้ารอบเต็นท์ที่พักแทบทุกคืน) นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้เฮียจอห์นหลับในบ่อย ๆ ที่ต้องทำงานหนักขนาดนี้เพราะเฮียจอห์นต้องเก็บเงินส่งลูก ๆ ไปเรียนหนังสือ




ภาพที่ดีที่สุดของทริปนี้


          เฮียจอห์นพาพุ่งมาที่จุดชมช้างทันที มาดามขับรถไป จอดไป ถ่ายรูปไป(ด้วยกล้องปัญญาอ่อน) ได้ภาพช้างกำลังงัดกัน คือนางพากันเล่นน้ำเป็นฝูงอยู่ดี ๆ แล้วเกิดขัดใจอะไรกันไม่ทราบ เอาสีข้างดันกันไปมาอยู่พักใหญ่ ๆ เสร็จแล้วเลยหันมาเอางางัดกันแบบในภาพ



ที่ park นี้เป็น park ที่มีช้างอยู่อาศัยเยอะมาก ๆ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะขับรถไปทางไหน ก็จะเห็นช้างอยู่ตามทางเป็นระยะ ๆ 
 เห็นช้างหลาย ๆ โขลงมีลูกช้างน้อยอยู่ด้วยแทบทุกโขลง บางโขลงก็มีหลายตัว สงสัยช่วงนี้เป็นฤดูตกลูก ไม่เฉพาะแค่ช้างเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็น ม้าลาย, impala, antelope หรือแม้กระทั่ง ยีราฟ ก็ล้วนแล้วแต่มีลูกน้อยอยู่ในฝูงด้วยแทบทั้งสิ้น
นอกจากนี้สัตว์ต่าง ๆ ที่เห็นใน park รู้สึกว่าจะตัวใหญ่ แน่น ไม่ผอมลีบเหมือนกับ สัตว์ใน park อื่น ที่เคยเห็นมา





ลืมไปเลยว่าตัวนี้เค้าเรียกว่าอะไร มีเต็ม park ไปหมด ไปไหนก็เจอ



จะถ่ายรูปยีราฟ แต่ ม้าลายก็อยากเข้ากล้องด้วย



ขับรถเลียบแม่น้ำก็จะเจอนกกระจอกเทศ เฮียจอห์นบอกว่าตัวที่เป็นสีน้ำตาล คือตัวเมีย แล้วสีดำขาว คือตัวผู้



เฮียจอห์นบอกว่ามันคือควายน้ำ แต่เปิดwiki แล้วเค้าบอกว่ามันคือ ควายถ้ำ cave buffalo สรุปแล้วเราควรจะเชื่อใคร???



วิวแม่น้ำ น้ำลดระดับลงจนเห็นหินโผล่ แต่ขอบอกว่าน้ำไหลแรงมาก 




ตรงนี้ลงได้ มีป้ายบอกว่าเป็นจุดชมฮิปโป



เฮียจอห์น เอาหินเขวี้ยงลงน้ำไป ซักพักฮิปโปก็โผล่ขึ้นมาให้เห็น



ระหว่างแวะเติมลมยางรถ มีสัตว์ป่าเดินเพ่นพ่านเป็นระยะ ๆ



ยีราฟที่ park นี้ สูง ใหญ่ และ สวยงาม



ขับรถเมื่อยแล้ว ร้อนแล้ว ก็กลับมาว่ายน้ำเล่นที่แคมป์ ตรงจุดนี้ฝั่งตรงข้ามจะมีช้างเดินเล็มต้นไม้อยู่ริมแม่น้ำด้วย



ส่วนอีกมุมก็จะมีฝูงบาบูนมาเล่นน้ำ นี่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมชาวแคมป์ที่นี่ไม่ปลูกพืชผักไว้กิน เค้าบอกว่าขี้เกียจมาเสียเวลารบกับบาบูน โดยเฉพาะแถบนี้มีบาบูนเยอะมาก




          ข้าง ๆ โต๊ะกินข้าว ก็มีน้องงูเลื้อยมาเยี่ยม ลืมบอกว่าที่แคมป์จะมีค้างคาวอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากด้วย เข้าห้องน้ำทีต้องไล่ค้างคาวออกให้หมดก่อน ตื่นเต้นอะไรจะปานนี้ นอกจากนี้ก็ยังมีกิ้งก่า หลากหลายสีอาศัยอยู่รอบ ๆ แคมป์เยอะมาก รวมทั้งในเต็นท์มีตุ๊กแก ha~ha



          พอค่ำก็จะมีกิจกรรมรอบกองไฟ ซึ่งจะเริ่มก่อนเวลาอาหารค่ำ(dinner เริ่ม 8.30น. ดึกมาก) แขกที่เข้าพักก็มารวมตัวกันนั่งดูดาว ร้องเพลง จิบไวน์ พูดคุยกัน มาไซก็จะมานั่งร่วมพูดคุยอยู่ด้วย

          นั่งไป มาไซก็จะคอยส่องไฟดูพงหญ้าข้างหลังที่ติดกับแม่น้ำไปด้วย ซักพักเฮียจอห์นเจ้าเก่า ถามว่าอยากเห็นจระเข้ไม๊??? เอ้า อยากสิ ตั้งแต่มายังไม่เห็นจระเข้ซักตัว ว่าแล้วเฮียจอห์นบอกให้มองตามไฟฉายที่แกส่อง ๆ ไปตามริมแม่น้ำ


          แม่เอ้ย!!! เห็นตาสะท้อนแสงวิบวับ ๆ เต็มไปหมดตามตลิ่งริมน้ำ ต้องคอยส่องไฟดูเป็นระยะ ๆ เผื่อมันค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาใกล้ ๆ จะได้หนีทัน แต่ทริปนี้มาดามขอเอาเศษไก่ที่กินเหลือไปโยนให้จระเข้กินด้วย มาไซจะเดินนำไปก่อนแล้วเราเดินตามถึงระยะปลอดภัยแล้วเราก็โยนเศษไก่ให้มันได้ เที่ยวนี้ได้เห็นจระเข้ว่ายแหวกน้ำเข้ามาด้วย คือเร็วมาก พุ่งมายังกะแข่งพายเรือยาว

          นอกจากนี้มาดามยังได้มีโอกาสให้เปลือกมะม่วง(เนื้อกินหมดแล้ว) กับลิงบาบูนด้วยมือของมาดามเอง บาบูนน่ารักมาก



แอบถ่ายรูปนกระหว่างทางกลับ


เจอบ้านบนต้นไม้ในป่าด้วย ทาร์ซาน&เจน


นกประจำถิ่น ไปทางไหนก็เจอมีอยู่เต็มป่า แถมชอบเกาะอยู่กิ่งไม้ใกล้ ๆ กับทางรถผ่านอีก


     ปิดทริปด้วยรูปคู่ นั่งถ่ายริมแม่น้ำที่แห้ง ๆ ขอด ๆ ปกติช่วงฤดูน้ำหลาก นำ้ในแม่น้ำจะขึ้นสูงมาก ท่วมออกเป็นบริเวณกว้าง มาไซบอกว่าแทบจะข้ามไปอีกฝั่งไม่ได้เลย
     สรุป เปลี่ยนบรรยากาศมานอนเต๊นท์ก็ดีเหมือนกัน ตื่นมากลางดึก ตี 2 กับ ตี 4 เพราะมีสัตว์ป่ามาเซอร์ไพร์ข้าง ๆ เต๊นท์ทุกคืน เป็นทริปที่ทรหด ยางรั่ว ร้อน เส้นทางโคตรกันดาร แต่สนุก และ เพลินมาก ใกล้ชิดธรรมชาติอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ทริปพิสูจน์รักแท้ แล้วพบกันใหม่ทริปหน้าค่ะ

Wednesday, October 28, 2015

Maasai Mara มาไซ มาร่า : มีตังค์อย่างเดียวเที่ยวไม่ได้ (ต้อง ลุย ถึก อดทน และ นิยมธรรมชาติ)

หลังจากคราวก่อนได้เดินทางไปดูฮิปโปที่ lake Naivasha แล้วได้รูปสวย ๆ จากกล้องกาก ๆ มาฝากกันไปแล้ว รอบนี้มาดามได้สปอนเซอร์(คุณผู้ชาย) ถอยกล้อง+เลนส์ใหม่ ให้ใช้เก็บภาพสวย ๆ สำหรับทริปต่อ ๆ ไปในทันที ซึ่งทริปเปิดซิงกล้องใหม่นี้ ก็มาลงตัวที่ทริป Maasai Mara นี่เอง เนื่องจากเป็นช่วงวันหยุดยาวของ the gang เลยสามารถไปเที่ยวได้หลาย ๆ วัน


เก็บกระเป๋าจัดของรถออกจากคอมพาวด์เช้าวันเสาร์ เวลา 9:30 น. ขับรถไปกันเองระยะทางประมาณ 224 กิโลเมตร จาก ไนโรบี ไม่ไกล แต่ทางไปอ้อมเขาคดเคี้ยว ถนนบางช่วงคือขรุขระ มาก ถึง มากที่สุด และ 40 กิโลเมตรสุดท้ายก่อนจะถึงที่หมาย มันคือ ถนนหินแห่หินกรวด!!!! ซึ่งขับยากไม่พอ ยังมีฝูงแพะ ฝูงวัว รอวิ่งข้ามถนนอีกเป็นระยะ ๆ


นั่งรถหัวสั่นหัวคลอนอย่างเพลิดเพลิน จนไม่รู้ว่าเสาไฟฟ้ามันหายไปจากข้างทางตอนไหน และ ในที่สุดก็มาถึงแคมป์ที่ พวกเราทำการจองไว้ค่ะ ป้ายทางเข้าเล็ก ๆ มองแทบจะไม่เห็น


พอจอดรถปั๊บ ก็จะมีคนมาต้อนรับและพาเราเข้าไปตรง reception&bar ซึ่งเค้าจะแนะนำรายละเอียดต่าง ๆ ในการเข้าพัก บริการต่าง ๆ จากนั้นก็จะพาเดินไปยังที่พัก


พนักงานต้อนรับ และ ไกด์ของเราคนนี้ชื่อ Jackson ค่ะ เป็นชาวมาไซ ตรงบาร์นี้เราสามารถสั่งเครื่องดื่ม และ ขนมขบเคี้ยวต่าง ๆ ได้ เงินยังไม่ต้องจ่าย แต่ เค้าจะให้เขียนชื่อและลงบัญชีไว้ทุกครั้งที่เราสั่งของกิน รอเก็บเงินทีเดียวตอน check out


นอกจากนี้ภายใน reception&bar ยังเป็นมุมผักผ่อน และ รับประทานอาหารด้วยค่ะ บัฟเฟ่ต์อาหารเช้า และ เย็น ทานกันที่นี่ มีหนังสือให้อ่าน มีมุมชาร์จแบตกล้อง และ มือถือ มีโต๊ะ pool ให้เล่นหยอดเหรียญเกมละ 20 ชิลลิ่ง (1 บาท  = ประมาณ เกือบ ๆ 3 ชิลลิ่ง)

    
   << และก็ยังมีมุมขายของที่ระลึก เล็ก ๆ เค้าบอกว่ารายได้ก็สนับสนุนครอบครัวและชุมชนในท้องถิ่นนี้แหละค่ะ เราซื้อผ้าห่มมาไซมา 2 ผืน ผ้าห่มนี้จะเห็นว่าชาวมาไซชอบเอามาไว้คลุมตัว คือ คลุมตอนกลางคืนอุ่น คลุมกันแดดตอนกลางวันจะเย็น






หลังจากอธิบายรายการต่าง ๆ เสร็จแล้ว คุณไกด์พาเราเดินออกไปยังที่พักค่ะ ทางเดินจะมีหินเรียงเป็นทางและทาสีขาวด้านบนไว้ เพราะเวลากลางคืนที่นี่จะมืดมาก ๆ ที่พักจะเป็นเต็นท์ มีแบบใหญ่พักเป็นคู่ หรือ 4 คน จะมีห้องส้วม และ ห้องอาบน้ำในตัว(ด้านหลังแบบ open air)


แบบที่พักเดี่ยวจะมีห้องน้ำรวม และ ห้องอาบน้ำรวม แบบ open air เช่นกัน อยู่ไม่ไกล มีน้ำอุ่นให้อาบตลอดเวลา ที่นี่ใช้พลังงานจากแผง solar ค่ะ เพราะตอนกลางวันแดดเปรี้ยงมาก ๆ นอนเต๊นท์ที่นี่ก็ไม่ต้องกลัวหนาวนะคะ เค้าจัดไฟไว้ให้ดวงเล็ก ๆ มีมุ้งกันยุง หมอน ผ้าห่มหนามาก รองเท้าฟองน้ำ ผ้าเช็ดตัว กระดาษชำระ และ มีกุญแจล็อกเต๊นท์ไว้ให้ค่ะ


หลังจากสำรวจที่พัก เก็บของ และ พักผ่อนตามอัธยาศัยแล้ว เรามานั่งเล่นที่ reception&bar เนื่องจากเดินทางมาทั้งวันเลยอยากจะเก็บแรงไว้ลุยส่องสัตว์ ส่วนเพื่อน ๆ อีก 2 คน ขอให้คุณไกด์ พาไปเดินเที่ยวชมธรรมชาติที่ยอดเขาใกล้ ๆ อาหารเย็นที่นี่เริ่มเวลา 7:30 น. (เริ่มช้าเพราะรอนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่น ๆ กลับเข้าที่พักด้วยค่ะ) พ่อครัวที่นี่ทำอาหารรสชาติใช้ได้เลยค่ะ แต่ อาหารจะมีมาแบบพอดี พออิ่ม จะตักเยอะก็เกรงใจคนอื่น ๆ นิดนึง เอาเป็นว่าอาหารหมดเกลี้ยงทุกมื้อ ทุกวัน และ หลังอาหารเย็นคุณไกด์จะเข้ามาคุยกับเราถึงแผนการท่องเที่ยวสำหรับวันพรุ่งนี้

การเข้าไปทัวร์ส่องสัตว์ใน park เค้าจะเรียกว่า game drive นะคะ ซึ่ง คุณไกด์แนะนำว่า ควรรีบออกไปกันแต่เช้า ประตู park เปิด เวลา 6:30 น. ควรไปซื้อตั๋วก่อนเวลาเล็กน้อย เพราะถ้าไปสาย สัตว์ต่าง ๆ ที่เราอยากไปดูอาจจะหลบเข้านอนไม่โผล่ออกมาให้เห็นก็เป็นได้
สรุปว่าเราตื่นเต้นจนนอนหลับ ๆ ตื่น ๆ ลุกมาทำธุระส่วนตัว และ อาบน้ำ ตอนตี 5 โอ้ย!!! อากาศดีมาก ๆ ทานอาหารเช้า เตรียมข้าวของ ไกด์เอารถที่เราจองไว้มารับพร้อมคนขับชื่อ David รถเปิดหลังคาได้ตามในภาพ ราคาเช่ารถทั้งวันรวมไกด์+คนขับ+น้ำ และ อาหารกลางวัน ถือว่าคุ้ม!!!!



แคมป์เราจะอยู่ห่างประตู park ทางฝั่ง Sekenani ประมาณ 3 กิโลเมตร ระหว่างทาง จะขับผ่านหมู่บ้านมาไซเป็นระยะ ๆ พอถึงประตูทางเข้า ต้องเอาพาสปอร์ตให้ไกด์ลงไปซื้อบัตรเข้า park พอดีเราได้บัตรประจำตัวของเคนยาแล้ว ค่าตั๋วก็จะเป็นเรท resident 1,200 ชิลลิ่ง ถ้าราคานักท่องเที่ยวปกติก็อยู่ราว ๆ 60usd ค่าตั๋วนี้เราจ่ายครั้งเดียวใช้เข้า park ได้ 2 วัน ระหว่างที่รอซื้อตั๋วก็จะมีสาว ๆ มาไซมารุมขายของรอบรถ คุณไกด์บอกว่าถ้าไม่สนใจจะซื้อก็ให้ปิดหน้าต่างรถไว้ แล้วไม่ต้องหันไปดู เกือบลืมไป ข้อห้ามที่คุณไกด์บอก คือ อย่าถ่ายรูปสาว ๆ มาไซถ้าไม่ได้รับอนุญาต และ ห้ามถ่ายรูปตำรวจใน park ห้ามขับรถเอง ห้ามปีนหลังคารถ ห้ามลงรถโดยไม่ถามไกด์ซะก่อน จากนี้ก็ล้อหมุนเข้าใน park กันได้แล้วค่ะ

สถานที่ ๆ เรามาวันนี้ ก็คือ The Maasai Mara National Reserve แต่อยู่เคนยาเวลาใครถาม ก็บอกแค่ว่าไป Maasai Mara เค้าก็รู้กันค่ะ เขตป่าสงวนนี้กินพื้นที่ ประมาณ 1,510 ตารางกิโลเมตร (ตอนไกด์บอกไม่ได้จำ แต่เปิดดูใน wiki เมื่อกี้นี้เอง) ทุก ๆ ปี ที่ park นี้ จะมี Great Migration คือ การอพยพย้ายถิ่นของฝูงสัตว์ป่าจำนวนมหาศาล เช่น ม้าลาย wildebeest ละมั่ง ฯลฯ เหมือนที่เราเคยเห็นกันในสารคดี ที่มีจระเข้รองาบสัตว์ที่อพยพข้ามแม่น้ำ ซึ่งช่วง Great Migration จะอยู่ในระหว่าง เดือน กรกฎาคม - ตุลาคม ของทุกปี เพราะฉะนั้นถ้าวางแผนมาเที่ยวให้ดูช่วงเวลาดี ๆ นะคะ




การเข้ามาชม Maasai Mara สิ่งที่นักท่องเที่ยวคาดหวังจะได้เห็นนอกจากการ Migration ของสัตว์ข้ามแม่น้ำแล้ว ก็คือการได้เห็น Big Five ซึ่งได้แก่ สิงโต(Lion), เสือดาว(Leopard), ช้างป่าแอฟริกัน(African elephant), แรดดำ(Black rhinoceros) และ ควายป่าแอฟริกัน(Afican buffalo) ทริปนี้โชคดีได้เห็น Big Five ทั้งหมด แต่ แรดดำ มีโอกาสได้เห็นแค่ตูด ช่วงเวลาเกือบ ๆ 7 โมงเช้า วิ่งหายลับเข้าพุ่มไม้ไป ไม่โผล่ออกมาอีกเลย หยิบกล้องถ่ายรูปไม่ทันด้วย คุณไกด์บอกว่าแรดดำ กับ เสือดาว เป็นสัตว์ที่หาดูได้ยาก คือต้องจังหวะดี และ โชคดีด้วยถึงจะได้เจอและเก็บภาพสวย ๆ ได้ทัน


หลังจากเข้าประตู park มาแล้ว สิ่งที่เราพบเห็นได้ทั่วไป และ มากมาย ในนี้ คือ หมูป่า ม้าลาย และ ละมั่ง ค่ะ









หมูป่า อยู่รวมกัน 3 – 4 ตัว (พ่อ แม่ ลูก) เวลาวิ่งหางจะชี้ขึ้น และ วิ่งเร็วมาก ๆ  เวลากินอาหารจะคุกเข่าลง คุณไกด์บอกว่า เป็นเพราะหมูป่าคอสั้นต้องย่อตัวลงให้สามารถกินอาหารได้





ถัดมาเราก็จะเห็นม้าลาย ยืนเป็นหมู่ คณะ ไปตลอดทางที่เราขับรถผ่าน มีม้าลายสีเข้ม ๆ กับ สีลายอ่อน ๆ คุณไกด์บอกว่า ตัวสีอ่อนยังอายุน้อยอยู่ เดี๋ยวพอแก่สีจะค่อย ๆ เข้มขึ้นเองเรื่อย ๆ


ภาระกิจสำคัญของคุณไกด์ และ คุณคนขับ วันนี้คือ พาพวกเราตามหา Big Five ตลอดทางที่ขับรถลุยไป ก็จะพบเห็นรถของนักท่องเที่ยวอื่น ๆ เป็นระยะ ๆ คนขับจะหยุดรถถามไถ่กัน ว่ามาจากทางไหน? เห็นสัตว์อะไรบ้างแล้วรึยัง? ฯลฯ เส้นทางที่เราขับรถกันไปนั้น จะคล้าย ๆ เส้นทางไปนาของคนอิสานบ้านเรา มีหลุม บ่อ ปลัก และ กอหญ้าแห้ง ๆ กระจายไปทั่ว คุณไกด์อธิบายว่าหญ้าเหลือง ๆ แห้ง ๆ นี่หล่ะ หาชมสัตว์ได้ง่าย เพราะถ้าหญ้าเขียวแล้วมันจะขึ้นสูงมากจนบังสัตว์ป่ามิดไปหมด


ระหว่างทางไปดูเสือดาว มียีราฟยืนเล็มต้นไม้อยู่แถว ๆ นั้นพอดี เลยได้รูปน้องยีราฟสวย ๆ มาฝาก สังเกตดูสียีราฟจะเข้ม ๆ แถมตัวเท่าตึก!!! ไม่เหมือนกับที่เคยเห็นในสวนสัตว์  ตอนขากลับมีโอกาสได้เห็นยีราฟสีน้ำตาลล้วน ไม่วง ไม่จุด คล้าย ๆ ม้า ยืนขวางทางอยู่ด้วย เสียดายยกกล้องขึ้นถ่ายรูปไม่ทันมันวิ่งหนีไปซะก่อน



จุดถัดมามีรถนักท่องเที่ยวหลายคันจอดเรียง ๆ กันอยู่ คุณไกด์บอกว่า เราจะมาซุ่มดูเสือดาวกัน ณ จุดนี้ ถ้าจะถามว่าแล้วรู้ได้ไงว่าเสือดาวมันอยู่แถวนี้?? คุณไกด์เลยชี้ให้ดูบนต้นไม้ โอ๊ะ....แม่เจ้า มีซากขาควายห้อยอยู่บนนั้น คุณไกด์บอกว่าเสือดาวมันหอบเอาอาหารขึ้นไปเก็บไว้บนนั้น แล้วมันก็ไปหลบนอนในพุ่มไม้ใกล้ ๆ


 ใช้เวลารอดูเสือดาวอยู่ประมาณเกือบครึ่งชั่วโมง รู้แหละว่าเสือดาวหลบอยู่ตรงไหน แต่มันไกลมองไม่เห็น แถมหญ้าบังด้วย สุดท้ายคุณไกด์ตัดสินใจให้คุณคนขับ เปลี่ยนมุมรอ แล้วขับเข้าไปใกล้ ๆ เลยได้ภาพเสือดาวสวย ๆ มาฝาก ณ จุดนี้ รัวชัตเตอร์ไปประมาณ 50 ช็อต อย่างรวดเร็ว และ รีบขับออกมาอย่างเร่งด่วน เพราะเรากำลังออฟโร้ดกันอยู่


อันที่จริง road และ off road ที่นี่แทบจะไม่เห็นความแตกต่าง ช่วงแรก ๆ ที่ขับรถเข้ามา ยังพอเห็นถนนหนทางอยู่บ้าง แต่พอเข้ามาลึก ๆ ทางที่มีรอยล้อรถผ่านจัดว่าเป็น road ซึ่งทุกคันต้องขับตามทางที่มีรอยล้อรถนี้เท่านั้น ส่วนทาง off road ก็คือขับลุยไปบนป่าหญ้าเลย ซึ่ง ต้องขออนุญาต เพราะมีเจ้าหน้าที่คอยขับรถตรวจตราอยู่ ไม่งั้นจะโดนค่าปรับ



ต่อมาเรามาเจอกับ African buffalo ควายป่าแอฟริกัน ซึ่งมีเขาใหญ่ ๆ โง้ง ๆ คล้ายผมแสกกลาง ดู ๆ ไป ก็คล้ายกับน้องควายที่ท้องนาบ้านเรา แต่ คุณไกด์บอกว่ามันเป็นสัตว์ที่อันตราย ชาวมาไซที่เดินค้ำไม้เท้า กะโผลกกะเผลกในหมู่บ้านนั้น ก็มีเหตุมาจากควายป่าเข้าชาร์จ บางรายถึงตายก็มี







สัตว์ที่เราเห็นเป็นระยะ ๆ ตามทาง นอกจากละมั่ง หมูป่า ม้าลาย แล้วก็ยังมีฝูง wildebeest ยืนตากแดดสีซีด ๆ อยู่อีกด้วย ณ จุดนี้ คุณพี่ที่ไปทัวร์กับอีกกรุ๊ปบอกว่า นั่งรอเกือบ 2 ชั่วโมง จนได้เห็นฝูง wildebeest พากันอพยพข้ามแม่น้ำ

































ตรงจุดที่ดินเป็นแง่ง ๆ แบบนี้แหละค่ะ (มีหลายที่ตลอดแนวแม่น้ำ) เป็นจุดที่สัตว์ใช้ในการข้ามแม่น้ำ ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีความสูงชันมาก


ฝูงสัตว์นอกจากจะต้องยากลำบากในการข้ามแม่น้ำแล้ว ยังต้องคอยระวังพี่ขอนลอย(จระเข้)ในน้ำ และ เหล่าบรรดาฝูงฮิปโป







จระเข้ตัวใหญ่ น่ากลัวมาก ๆ ในภาพนี้ก็ประมาณซัก 5 เมตรได้










ส่วนฮิปโป จะอยู่รวมกันเป็นฝูงแช่หลบอยู่ใต้น้ำ โผล่มาแต่หัวกับหู บางครั้งมันจะขึ้นมานอนอาบแดด คุณไกด์บอกว่าฮิปโปตัวนึง ๆ หนักประมาณ 3 ตัน แต่ถึงจะอ้วนก็ว่ายน้ำได้เร็ว แถมยังวิ่งบนบกได้อีกด้วย






ชาวมาไซ เรียก สิงโต ว่า “Zimba” วันแรกเราเจอฝูงสิงโตตัวเมีย พากันนอนกลางวันอยู่ใต้ต้นไม้ ได้เข้าไปดูใกล้ ๆ แบบแทบจะเอื้อมมือถึง


สิงโตคู่ถัดมา เราเห็นที่ริมแม่น้ำ คราวนี้เป็นตัวผู้และตัวเมีย กำลังปั่มปั๊มกันอยู่ (รวดเร็วมาก) แต่เราไม่พลาด ถ่ายรูปไว้ทัน คิดว่าเป็น best shot of the trip เลยก็ว่าได้ ตื่นเต้นจนแทบลืมหายใจ



พอขับรถเลยมาอีกพักใหญ่ ก็จะเจอสิงโตตัวผู้อีกตัวนอนกลางวันอยู่ในพุ่มไม้ เวลาสิงโตหลับดูน่ารักมาก


มากอดกับพี่ไม๊?!?!




ส่วนวันที่ 2 เราขับไปเจอซากน้องควายโดนกระซวกเครื่องในกองอยู่ คุณไกด์เลยพาตรงดิ่งไปยังพุ่มไม้ใกล้ ๆ ทันที เจอสิงโตตัวผู้กำลังจะนอนหลับ ส่วนตัวเมียแอบหลับอยู่ไกลออกไปหน่อย







คุณคนขับพาขับเข้าไปใกล้มาก ๆ ระยะไม่เกิน 3 เมตร แทบจะต้องกลั้นหายใจ ว่าแล้วก็รีบรัวชัตเตอร์ คุณผู้ชายต้องรีบดึงขาเราไว้ กลัวเราตกรถ ส่วนเจ้าสิงโตคงจะรำคาญเลยลุกขึ้นนั่งมองมาที่รถเรา ได้มองตาสิงโตชัด ๆ คือ มันน่ากลัวมาก บอกได้เลยว่าเลือดเย็น

ดูสิงโตจนจุใจ ขากลับออกมาซากควายเมื่อกี้ก็มีฝูงแร้งมาจิกกิน สงสัยเราจะตื่นเต้นมากไปเลยปวดฉี่ เราก็ถามคุณไกด์ว่า “มีห้องน้ำไม๊?? ปวดฉี่” คุณไกด์บอกให้รอซัก 15 นาที ไหวไม๊?? จากนั้นก็ขับรถออกจากบริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว ไปจนถึงทุ่งหญ้าโล่ง ๆ มีจอมปลวก วนรถ 3 รอบ คุณไกด์วิ่งไปหลังจอมปลวก บอกว่าปลอดภัยลงไปฉี่หลังจอมปลวกได้ ส่วนผู้ชาย ยืนฉี่หลังรถ นาทีนั้นไม่กลัวคนเห็น แค่ขอทำธุระแบบสบาย ๆ ไม่มีอะไรมาวิ่งไล่เป็นพอด้วยเหตุนี้เองเราเลยไม่ค่อยดื่มน้ำมาก กลัวปวดท้องฉี่!!!


ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ร่วมกับคุณไกด์ และ คุณคนขับรถ ระหว่างแวะรอทำธุระส่วนตัวหลังจอมปลวก


ตลอดเวลาที่ทั้งนั่ง ทั้งยืนอยู่บนรถ ต้องคอยเอามือจับโหนเป็นลิงเพื่อกันหัวโขก กันกระแทก ไหนจะต้องคอยระวังกล้องไม่ให้หล่น ไหนต้องคอยถ่ายรูปเวลาเจอสัตว์ที่ผลุบ ๆ โผล่ ๆ คอยแย่งมุมถ่ายรูปกับเพื่อน ๆ ก็ไม่วายได้รอยเขียวช้ำมาตามตัว ผมที่รวบไว้ก็แข็งอยู่ทรง เพราะเจอทั้งลม และ ฝุ่นตลบ โชคยังดีที่พอกครีมกันแดดเอาไว้แล้ว



ช่วงพักรับประทานอาหารกลางวัน คุณไกด์และคุณคนขับ พาไปนั่งปิคนิคใต้ต้นไม้(นาน ๆ จะเจอต้นไม้ซักต้นนึง) อาหารก็จะมี แซนวิส ไข่ต้ม กล้วยหอมครึ่งลูก น้ำผลไม้ คุ้กกี้ มันฝรั่งทอด และ น้ำดื่ม กินเสร็จนั่งพัก ทำธุระส่วนตัว เก็บข้าวเก็บของ และ ไปกันต่อ ลืมบอกว่าเสบียงที่เราขนขึ้นรถมาด้วย ไม่มีโอกาสได้หยิบมากินจ้า มัวแต่ตื่นตา ตื่นใจกับธรรมชาติจนลืม

การที่เราจะได้เจอสัตว์ต่าง ๆ หรือ ได้ภาพถ่ายมุมสวย ๆ ดี ๆ หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับคนขับรถด้วยเป็นสำคัญ ซึ่งคนขับรถ ต้องหามุม กะระยะ หยุดรถ เคลื่อนรถ ให้ได้จังหวะพอดีทั้งกับสัตว์ และ กับคนบนรถ ซึ่งโชคดีทริปนี้คุณคนขับรถ ทำได้เยี่ยมมาก ส่วนไกด์ก็ต้องคอยดูทาง ส่องหาสัตว์ต่าง ๆ และ อธิบายรวมถึงตอบคำถามต่าง ๆ ให้กับนักท่องเที่ยวอย่างเรา ๆ

ลำดับถัดไปเรามาดูเจ้าเสือชีต้าร์กัน Cheetah เรามาเจอในวันที่ 2 ตัวแรกเจอแต่เช้าเลย นางนอนหลบอยู่ใต้พุ่มไม้


ตัวถัดมาใช้เวลาเกือบครึ่งวันกว่าจะหาเจอ อันที่จริงมันก็อยู่แถว ๆ นั้นแหละ แต่สีมันกลมกลืนเลยมองเห็นยากหน่อย ตัวนี้อยู่กับลูก ๆ อีก 3 ตัว น่ารักมาก ๆ ได้ถ่ายรูปใกล้ ๆ ตื่นเต้นจัง


ตัวสุดท้ายของทริปนี้ เราเป็นคนเห็นก่อนในระยะ 800 เมตร ตอนแรกไม่แน่ใจว่าคือตัวอะไร แต่สัตว์ใหญ่แน่ ๆ เลยบอกให้คนขับรถไปใกล้ ๆ ไกด์สามารถบอกได้ว่าเป็น cheetah ตั้งแต่ระยะ 500 เมตร เราเข้าไปจอดรถถ่ายรูปใกล้แบบเอื้อมมือถึง นางนอนผึ่งแดดผึ่งลมอยู่บนโขดหิน สังเกตที่มุมปาก ยังมีสีแดง ๆ ติดอยู่เลย แสดงว่าเพิ่งจะกินอิ่มมาแน่ ๆ ว่าแล้วก็รัวชัตเตอร์จนจุใจ ก่อนจะออกเดินทางต่อ


สัตว์อีกชนิดหนึ่งที่คุณไกด์บอกว่าโคตรอันตราย นอกเหนือจาก ควายป่าแอฟริกัน แล้ว ก็ยังมี ช้างป่าแอฟริกัน ทำไมถึงอันตราย คุณไกด์อธิบายว่า สัตว์อื่น ๆ เสือ สิงโต ถ้ามันไม่หิว และเราไม่ซวยจนเกินไป มันจะไม่ทำร้ายคน แต่สำหรับ ควายป่า และ ช้างป่า มักจะพุ่งเข้าชาร์จคน ทำให้บาดเจ็บ และ ถึงตายได้ แต่ถึงอย่างงั้นเราก็ยังตามถ่ายรูปมันอยู่ดี สวยงามและน่ารักมาก


วันแรกเราเข้า Park เช้า 6:30 น. ตระเวนขับรถไปทั่ว ด้วยความเร็ว 20 – 30 กิโลเมตร/ชั่วโมง เที่ยวดูสัตว์ต่าง ๆ จนกระทั่ง 4 โมงเย็นกลับเข้าแคมป์ อาบน้ำ พักผ่อน รออาหารเย็น ซึ่งจะมีรายการแจ้งไว้บนกระดานเมนูประจำวัน (อร่อยทุกวัน)
หลังอาหารเย็นเราจะมี กิจกรรมรอบกองไฟ ณ ลานข้าง ๆ reception&bar โดยจะมีไกด์กรุ๊ปเรา หรือ จากกรุ๊ปอื่น ๆ รวมถึงคนท้องที่ (ชาวมาไซ) ที่ทำงานในแคมป์ และ นักท่องเที่ยวที่พักในแคมป์ มานั่งพูดคุย แลกเปลี่ยน ซักถาม เกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับท้องถิ่น รวมถึง game drive ว่าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร อยากเห็นอะไรเพิ่มเติมเป็นพิเศษ พร้อมกับนัดหมายเวลาในวันถัดไป ฯลฯ ก่อนจะแยกย้ายกันเข้านอน


วันที่ 2 เราเห็น ไฮยีน่าทั้งหมด 3 ตัว ตัวแรกช่วงเช้ามันกำลังวิ่งอยู่ไกล ๆ เราทันได้ถ่ายรูปมันหลบอยู่ในพุ่มไม้ แต่จะระยะไกลหน่อย ตัวที่ 2 มันยืนขวางถนนช่วงบ่าย ๆ พอเข้าไปใกล้มันก็วิ่งหนี ส่วนตัวสุดท้าย เราเป็นคนเจอมันอีกแล้ว ในจังหวะที่รถขับผ่านขอนไม้แห้ง เราเหลือบไปเห็นหูไฮยีน่าขยับ เลยบอกรถให้เข้าไปใกล้ ๆ พอเข้าใกล้มันก็กระโดดออกมา ในปากยังคาบของกินอยู่ ตลกมาก แถมหันมามองค้อนเราก่อนจะวิ่งหนีไป มีน้องคนนึงบอกว่าเสียงหัวเราะของไฮยีน่า เหมือนกับเสียงหัวเราะของคน อันนี้ลองเปิดฟังในยูทูปแล้วจริง ยิ่งตลกไปกันใหญ่

ยังไม่จบ แต่ สงสัยโพสจะยาว ภาพจะใหญ่เกิน ขอยกเรื่องหมู่บ้านมาไซ ไปไว้ในอีกตอนนึงนะคะ