Thursday, April 7, 2016

รีวิว : นอนเต๊นท์ เที่ยวป่า Tsavo East National Park

วันหยุดเทศกาลอีสเตอร์
มาดามก็ได้โอกาสไปเที่ยวอีกแล้ว คราวนี้เพื่อน ๆ ที่อยู่คอมพาวน์เดียวกันเป็นคนจัดทริป และ จองห้องพัก แต่เอารถเราขับไปกันเอง 4 คน พร้อมเสบียงเต็มคันรถ

คราวนี้เราจะไปกันที่ Tsavo East National Park 
ไปส่องสัตว์กันอีกแล้ว ha~ha โดย park นี้เป็นหนึ่งใน National Park ที่เก่าแก่ และ ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเคนยาเลยก็ว่าได้ ก่อนไปก็เอาแผนที่มาศึกษาดู ปรากฎว่าคุณเพื่อน นางจองแคมป์ไว้อีกฟากหนึ่งของ park ค่ะ งานนี้เลยต้องเดินทางกันยาว ๆ 
          ล้อหมุนจากบ้าน ประมาณ 7 โมงเช้า กว่าจะไปถึงแคมป์ก็ปาเข้าไปเกือบ ๆ 6 โมงเย็น เส้นทางที่เราไปถนนจัดว่าดี แต่เสียอย่างเดียวคือมัน 2 เลน ในรูปจะเห็นสะพานข้างหลังมาดามซึ่งก็คือทางรถไฟที่จีนมาสร้างให้ บางช่วงก็จะมีการก่อสร้างสถานีขึ้นป้ายภาษาจีนไว้ใหญ่โต ส่วนม้าลายข้างหลังคือของจริง (ตอนแรกเห็นนึกว่ารูปปั้น คือยืนกันนิ่งมาก)
          ขับรถมาหลายชั่วโมง ในใจคิดว่านี่มัน เนวาด้า ชัด ๆ คือ สภาพภูมิประเทศแถบนี้ใกล้เคียงทะเลทรายเลย ร้อน ๆ แห้ง ๆ แดดเปรี้ยง ๆ มีพุ่มไม้เตี้ย ๆ ประปราย นาน ๆ จะเห็นต้นไม้ใหญ่สักที และที่สำคัญไม่มีจุดไหนให้จอดแวะทำธุระส่วนตัวได้เลย พอดีเจออาคารที่ยังสร้างไม่เสร็จ แล้วก็น้องม้าลายยืนอยู่ เลยได้แวะซะเลย



..บนถนน หนทางซุปเปอร์  ไฮเวย์...หลังจากขับรถมานานหลายชั่วโมงแล้ว เราก็จะเข้าไปในส่วนของ park กัน ซึ่งแคมป์ที่เราจะไปนั้น ต้องขับรถผ่าเข้าไปใน park อีก ประมาณเกือบ 90 กม. ตรงจุดนี้เราต้องจอดรถลงไปซื้อบัตรผ่าน และ เสียค่าธรรมเนียม รถ 1 คันได้บัตรผ่านมา 1 ใบเป็นแบบสมาร์ทการ์ด แล้วเติมเงินไว้ จะเข้าจะออกที เวลาผ่านประตูก็ต้องแวะรูดบัตรทุกครั้งทั้งขาเข้า และ ขาออก





บรรยากาศโดยรอบสำนักงานบัตรผ่านประตู




แผนที่ park แบบหยาบ มีจุดบอกด้วยนะว่าโซนไหนมีสัตว์ไหนอยู่




เส้นทางเข้าป่ายังอีกยาวไกล




ขับรถกระเด้งกระดอนมาตามทาง สภาพเหมือนทางไปนาบ้านเรา ดินทราย สลับกับ ดินแดง และ ทางหินแห่ เป็นระยะ ๆ จน GPS นำทาง error ไปเลย
ในที่สุดเราก็เจอป้ายทางเข้าแคมป์ (เหมือนในหนังโรคจิตสยองขวัญมาก) ระหว่างเลี้ยวรถไปตามทางก็หันไปถามเพื่อนว่า "ผีตัวไหนเข้าฝันให้เลือกมาแคมป์นี้วะ" เพื่อนทำเสียงอ่อย ๆ บอก "ก็ไม่รู้สินะ เปิด bookingดอทคอม เข้าไปแล้วมัน recommend ที่นี่มาเลยที่แรก" (โถ...เหยื่อการตลาด) จากทางหลักเข้าไปประมาณ 3 กม. คดเคี้ยว และ มันเป็นถนนหินแหลม ๆ ในที่สุดก็มาถึงแคมป์ซะที ทริปนี้เราจะพักกันที่ Kiboko Camp







สภาพดูดีกว่าที่คิดไว้มาก



ทางเข้าแคมป์







เดินสวย ๆ เข้ามาตรง lobby ก็จะมีพ่อหนุ่มคนนี้(ซึ่งมาดามลืมว่าเค้าชื่ออะไร) ยืนรอต้อนรับ และ เสริฟน้ำผลไม้เย็น ๆ ให้ โดยตลอดช่วงเวลาที่พักที่นี่ พ่อหนุ่มคนนี้จะมีหน้าที่บริการเสริฟเครื่องดื่ม และ อาหารให้กับแขกที่เข้าพักทั้งหมด(ทั้งแคมป์แขกตั้งหลายสิบพี่แกเสริฟอยู่คนเดียว)







ในแคมป์จะมีกระดูกช้าง และ สัตว์อื่น ๆ วางตกแต่งอยู่เป็นระยะ ๆ



ที่แคมป์จะมีโซนร้านอาหาร แต่เปิด - ปิด เป็นเวลา


มีบาร์น้ำ ตรงนี้จะมีจุดต่อไฟให้ชาร์จแบตโทรศัพท์


ถัดมามุมนี้ เป็นมุมสมุดเยี่ยมชม Guest book


มองออกไปนอกร้านอาหาร จะเป็นแม่น้ำ Galana ซึ่งจุดเด่นของแคมป์นี้คือ ตั้งอยู่ติดริมแม่น้ำ ลมพัดเย็นสบายตลอดทั้งวัน


ทางเดินไปยังเต๊นท์ที่พัก 
(นายแบบคนนี้ไล่ยังไงก็ไม่หนีอยากเข้ากล้องด้วยตลอด)



ภายในเต๊นท์ที่พัก ฝักบัวอาบน้ำมีน้ำอุ่นด้วยนะ



บรรยากาศภายในร้านอาหารยามค่ำคืน โดยปกติแล้ว อาหารเช้าของที่นี่จะเป็นพวกขนมปัง   คุ้กกี้ ชา+กาแฟ แต่เราก็พอจะสั่งไข่ลวก หรือเมนูง่าย ๆ อย่างอื่นได้บ้าง ส่วนอาหารเที่ยง และ อาหารเย็น ในแต่ละวันเชฟจะเป็นคนตัดสินใจอีกที เพราะแคมป์นี้อยู่ห่างไกลจากเมืองใหญ่มาก (พูดง่าย ๆ คือ อยู่ในป่า) และกระแสไฟฟ้ามีใช้อย่างจำกัด ดังนั้นจะไม่มีการเก็บของสดไว้เลย เพราะจะเน่าเสียไว ทุก ๆ สัปดาห์จะมีรถเข้ามาส่งอาหาร วัตถุดิบต่าง ๆ 2 ครั้งโดยประมาณ ถ้าเกิดมีลูกค้า walk in เชฟก็จะต้องกะปริมาณให้พอเพียงกับจำนวนคนทั้งแคมป์

     หรือในกรณีที่อาหารไม่พอเพียง บางครั้งพนักงานในแคมป์ก็จะนำอาหารที่เรามีเหลืออยู่มากไปแลกเป็นวัตถุดิบอย่างอื่นจากแคมป์ที่อยู่ใกล้ ๆ กัน (แต่ละแคมป์ห่างกันราว ๆ 3-5 กม.)

ตื่นเช้าวันนี้เราจะไป game drive หาดูสัตว์ป่ากัน แต่ก็ต้องมีเหตุให้ออกจากแคมป์สาย เพราะรถยางรั่วจากการขับบุกป่าฝ่าดงเมื่อคืน งานนี้มาดามช่วยเปลี่ยน ช่วยปะยางกับมือ(พี่เคยทำพี่ทำได้) เสร็จแล้วเราก็ออกเดินทาง  วันแรกเอามาไซติดรถมาด้วย เจ้าของแคมป์บอกว่าเราจะได้มีผู้นำทาง 



พี่มาไซที่มากับเราวันนี้แกชื่อ เฮียจอห์น เป็นมาไซที่ friendly มากผิดปกติมาไซทั่ว ๆ ไป (แอบคิดว่านี่เฮียแกเป็นมาไซเทียมป่าววะ) 
นั่ง ๆ รถไปถ้าถามอะไรแล้วเฮียแกไม่ตอบ หรือ เงียบ ๆ ไป แสดงว่าแกหลับ(หลับจริงจังมาก) ต้องปลุกเฮียขึ้นมาถามทางทุกครั้งที่ถึงทางแยก แต่อันที่จริง park นี้ค่อนข้างขับรถง่ายกว่า park อื่น เพราะมีป้ายบอกทางเป็นระยะ(มีป้ายทุกทางแยก ถ้าไม่แยกคือจะไม่มีป้ายบอก) 

     เฮียจอห์นเล่าให้ฟังว่า เมื่อสมัยยังเป็นหนุ่มเฮียแกเคยเข้าป่าล่าสิงโตด้วย(เป็นประเพณีของชาวมาไซ) แกล่ามาหมดแล้วไม่ว่าจะเสือ สิงห์ กระทิง แรดฯลฯ (ตอนนี้เป็นสัตว์สงวนหมดแล้วจ๊ะ ถ้าลองไปล่ามีหวังตำรวจจับติดคุก) แต่ปัจจุบันเฮียจอห์นเลิกล่าสัตว์แล้ว แต่มาทำงานในแคมป์ มีหน้าที่ต้อนรับนักท่องเที่ยว นำทางในป่า และ คอยไล่สัตว์ป่าที่เข้ามาในบริเวณแคมป์ (แคมป์นี้ไม่มีรั้ว ตกกลางคืนมักจะมีสัตว์ป่ามาเดินเล็มต้นไม้ใบหญ้ารอบเต็นท์ที่พักแทบทุกคืน) นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้เฮียจอห์นหลับในบ่อย ๆ ที่ต้องทำงานหนักขนาดนี้เพราะเฮียจอห์นต้องเก็บเงินส่งลูก ๆ ไปเรียนหนังสือ




ภาพที่ดีที่สุดของทริปนี้


          เฮียจอห์นพาพุ่งมาที่จุดชมช้างทันที มาดามขับรถไป จอดไป ถ่ายรูปไป(ด้วยกล้องปัญญาอ่อน) ได้ภาพช้างกำลังงัดกัน คือนางพากันเล่นน้ำเป็นฝูงอยู่ดี ๆ แล้วเกิดขัดใจอะไรกันไม่ทราบ เอาสีข้างดันกันไปมาอยู่พักใหญ่ ๆ เสร็จแล้วเลยหันมาเอางางัดกันแบบในภาพ



ที่ park นี้เป็น park ที่มีช้างอยู่อาศัยเยอะมาก ๆ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะขับรถไปทางไหน ก็จะเห็นช้างอยู่ตามทางเป็นระยะ ๆ 
 เห็นช้างหลาย ๆ โขลงมีลูกช้างน้อยอยู่ด้วยแทบทุกโขลง บางโขลงก็มีหลายตัว สงสัยช่วงนี้เป็นฤดูตกลูก ไม่เฉพาะแค่ช้างเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็น ม้าลาย, impala, antelope หรือแม้กระทั่ง ยีราฟ ก็ล้วนแล้วแต่มีลูกน้อยอยู่ในฝูงด้วยแทบทั้งสิ้น
นอกจากนี้สัตว์ต่าง ๆ ที่เห็นใน park รู้สึกว่าจะตัวใหญ่ แน่น ไม่ผอมลีบเหมือนกับ สัตว์ใน park อื่น ที่เคยเห็นมา





ลืมไปเลยว่าตัวนี้เค้าเรียกว่าอะไร มีเต็ม park ไปหมด ไปไหนก็เจอ



จะถ่ายรูปยีราฟ แต่ ม้าลายก็อยากเข้ากล้องด้วย



ขับรถเลียบแม่น้ำก็จะเจอนกกระจอกเทศ เฮียจอห์นบอกว่าตัวที่เป็นสีน้ำตาล คือตัวเมีย แล้วสีดำขาว คือตัวผู้



เฮียจอห์นบอกว่ามันคือควายน้ำ แต่เปิดwiki แล้วเค้าบอกว่ามันคือ ควายถ้ำ cave buffalo สรุปแล้วเราควรจะเชื่อใคร???



วิวแม่น้ำ น้ำลดระดับลงจนเห็นหินโผล่ แต่ขอบอกว่าน้ำไหลแรงมาก 




ตรงนี้ลงได้ มีป้ายบอกว่าเป็นจุดชมฮิปโป



เฮียจอห์น เอาหินเขวี้ยงลงน้ำไป ซักพักฮิปโปก็โผล่ขึ้นมาให้เห็น



ระหว่างแวะเติมลมยางรถ มีสัตว์ป่าเดินเพ่นพ่านเป็นระยะ ๆ



ยีราฟที่ park นี้ สูง ใหญ่ และ สวยงาม



ขับรถเมื่อยแล้ว ร้อนแล้ว ก็กลับมาว่ายน้ำเล่นที่แคมป์ ตรงจุดนี้ฝั่งตรงข้ามจะมีช้างเดินเล็มต้นไม้อยู่ริมแม่น้ำด้วย



ส่วนอีกมุมก็จะมีฝูงบาบูนมาเล่นน้ำ นี่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมชาวแคมป์ที่นี่ไม่ปลูกพืชผักไว้กิน เค้าบอกว่าขี้เกียจมาเสียเวลารบกับบาบูน โดยเฉพาะแถบนี้มีบาบูนเยอะมาก




          ข้าง ๆ โต๊ะกินข้าว ก็มีน้องงูเลื้อยมาเยี่ยม ลืมบอกว่าที่แคมป์จะมีค้างคาวอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากด้วย เข้าห้องน้ำทีต้องไล่ค้างคาวออกให้หมดก่อน ตื่นเต้นอะไรจะปานนี้ นอกจากนี้ก็ยังมีกิ้งก่า หลากหลายสีอาศัยอยู่รอบ ๆ แคมป์เยอะมาก รวมทั้งในเต็นท์มีตุ๊กแก ha~ha



          พอค่ำก็จะมีกิจกรรมรอบกองไฟ ซึ่งจะเริ่มก่อนเวลาอาหารค่ำ(dinner เริ่ม 8.30น. ดึกมาก) แขกที่เข้าพักก็มารวมตัวกันนั่งดูดาว ร้องเพลง จิบไวน์ พูดคุยกัน มาไซก็จะมานั่งร่วมพูดคุยอยู่ด้วย

          นั่งไป มาไซก็จะคอยส่องไฟดูพงหญ้าข้างหลังที่ติดกับแม่น้ำไปด้วย ซักพักเฮียจอห์นเจ้าเก่า ถามว่าอยากเห็นจระเข้ไม๊??? เอ้า อยากสิ ตั้งแต่มายังไม่เห็นจระเข้ซักตัว ว่าแล้วเฮียจอห์นบอกให้มองตามไฟฉายที่แกส่อง ๆ ไปตามริมแม่น้ำ


          แม่เอ้ย!!! เห็นตาสะท้อนแสงวิบวับ ๆ เต็มไปหมดตามตลิ่งริมน้ำ ต้องคอยส่องไฟดูเป็นระยะ ๆ เผื่อมันค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาใกล้ ๆ จะได้หนีทัน แต่ทริปนี้มาดามขอเอาเศษไก่ที่กินเหลือไปโยนให้จระเข้กินด้วย มาไซจะเดินนำไปก่อนแล้วเราเดินตามถึงระยะปลอดภัยแล้วเราก็โยนเศษไก่ให้มันได้ เที่ยวนี้ได้เห็นจระเข้ว่ายแหวกน้ำเข้ามาด้วย คือเร็วมาก พุ่งมายังกะแข่งพายเรือยาว

          นอกจากนี้มาดามยังได้มีโอกาสให้เปลือกมะม่วง(เนื้อกินหมดแล้ว) กับลิงบาบูนด้วยมือของมาดามเอง บาบูนน่ารักมาก



แอบถ่ายรูปนกระหว่างทางกลับ


เจอบ้านบนต้นไม้ในป่าด้วย ทาร์ซาน&เจน


นกประจำถิ่น ไปทางไหนก็เจอมีอยู่เต็มป่า แถมชอบเกาะอยู่กิ่งไม้ใกล้ ๆ กับทางรถผ่านอีก


     ปิดทริปด้วยรูปคู่ นั่งถ่ายริมแม่น้ำที่แห้ง ๆ ขอด ๆ ปกติช่วงฤดูน้ำหลาก นำ้ในแม่น้ำจะขึ้นสูงมาก ท่วมออกเป็นบริเวณกว้าง มาไซบอกว่าแทบจะข้ามไปอีกฝั่งไม่ได้เลย
     สรุป เปลี่ยนบรรยากาศมานอนเต๊นท์ก็ดีเหมือนกัน ตื่นมากลางดึก ตี 2 กับ ตี 4 เพราะมีสัตว์ป่ามาเซอร์ไพร์ข้าง ๆ เต๊นท์ทุกคืน เป็นทริปที่ทรหด ยางรั่ว ร้อน เส้นทางโคตรกันดาร แต่สนุก และ เพลินมาก ใกล้ชิดธรรมชาติอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ทริปพิสูจน์รักแท้ แล้วพบกันใหม่ทริปหน้าค่ะ

Tuesday, January 26, 2016

Nairobi half day tour : ลัดเลาะไนโรบี ชมบ้าน สวน ดูยีราฟ ครึ่งวันก็เที่ยวได้


วันอาทิตย์ ตื่นสาย ๆ ตั้งใจไว้ว่าจะไปเยี่ยมชม Giraffe Center ให้ได้ ถึงแม้แดดจะแรงเปรี้ยงก็ไม่หวั่น อยู่เมืองไนโรบี แดดแรงมากก็จริงแต่ถ้ายืนใต้ร่มไม้ หรือ ในร่ม ก็จะเย็นสบาย ไม่อบอ้าว ว่าแล้วก็เปิด google maps นำทางเราไป ระยะเวลาโดยประมาณก็ 40 นาที ทั้งที่ไม่ไกลจากคอมพาวด์ที่เราอยู่ ระหว่างทางก็แวะซื้อเครื่องดื่ม ขนมขบเคี้ยว และ ทำธุระส่วนตัวให้เรียบร้อย เพราะ ไนโรบี บทจะรถติดนี่แสนสาหัสกว่า กทม. หลายเท่านัก เลยต้องเตรียมพร้อม


  
ขับรถอ้อมไป อ้อมมา ในที่สุดก็ถึงซะที Giraffe Center ข้างในมีที่จอดรถนิดเดียว โชคดีที่ช่วงบ่ายเริ่มมีคนออกไปแล้วบ้าง เลยพอหาที่จอดรถได้ ลงรถปุ๊ป บรรยากาศค่อนข้างร่มรื่น มีต้นไม้เต็มไปหมด แล้วก็มีลมพัดเอื่อย ๆ เย็น ๆ (ง่วงนอนทันที ทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะตื่น) 



ลงรถแล้วก็รีบปรี่เข้าไปต่อคิวซื้อบัตร จะมีตรวจกระเป๋า ตรวจ sucurity เล็กน้อย ไม่ต้องตกใจ เพราะทุกที่ในไนโรบี ตรวจหมดทั้งรถ ทั้งกระเป๋าก่อนจะเข้าไปยังอาคาร สถานที่ต่าง ๆ เสมอ



สนนราคาค่าตั๋ว จะบอกว่าถ้าเป็น resident นี่ถูกมาก กอ ไก่ ล้านตัว แต่ถ้าราคาต่างชาติปุ๊บต่างกันหลายเท่า แต่ก็ถือว่าเป็นการช่วยสนับสนุนยีราฟไป



บรรยากาศข้างในร่มรื่นมาก มีต้นไม้แผ่ให้ร่มเงา มี snack bar ขายเครื่องดื่ม+ขนมขบเคี้ยวต่าง ๆ พร้อมกับโต๊ะ เก้าอี้ ให้นั่งพักผ่อน นั่งกินขนมกันเพลิน ๆ และ ลมพัดเอื่อย ๆ ตลอดรายการ


ส่วนอีกฟากนึงก็จะมีนักท่องเที่ยวยืนรุมให้อาหาร และ เซลฟี่กับ ยีราฟอยู่ ซึ่งเราก็คือหนึ่งในนั้น ha~ha





เซลฟี่กันเข้าไป



แล้วก็หันไปเจอน้องหมูป่า ซึ่งน้องก็พยายามนำเสนอตัวเองนะ แต่....แต่คนก็สนใจแต่ยีราฟอยู่ดี




นางก็เลยงอล


หมูป่าที่นี่มีชีวิตที่น่าอิจฉานะคะ เพราะคนที่นี่ไม่ล่าหมูป่ามากิน ดังนั้นตลอดเส้นทางที่ขับรถมายัง Giraffe Center เราจะเห็นหมูป่าวิ่งข้ามถนน ผลุบ ๆ โผล่ ๆ อยู่ตลอด 2 ข้างทาง


หลังจากเซลฟี่กันจนหนำใจ (ถ่ายไปเป็นร้อย...แต่ใช้อวดชาวบ้านได้จริง ๆ ไม่ถึง 3 รูป) เราก็จะขึ้นไปดูบนหอจัดแสดงด้านบน ซึ่ง Giraffe Center นี้ถูกจัดตั้งขึ้นเมื่อปี 1979 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์ยีราฟพันธุ์ Rothschild ซึ่งในปัจจุบัน Giraffe Center ก็เป็นทั้งศูนย์การเรียนรู้  และ รักษาพันธุ์ยีราฟ





ส่วนด้านใน นอกจากจะมีการจัดแสดงให้ความรู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับยีราฟ และ สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในระบบนิเวศน์ท้องถิ่นแล้ว ก็ยังมีการจัดแสดงโชว์ ภาพวาดระบายสี เรียงความ หรือ artworks ต่าง ๆ ของเด็กนักเรียน (มีจัดประกวดผลงานด้วยหล่ะ)







เดินอ้อมมาเรื่อย ๆ ด้านในก็จะมีคุณเจ้าหน้าที่ยืนอธิบาย ให้ความรู้ และ ตอบข้อซักถามต่าง ๆ ให้กับนักท่องเที่ยว





ตรงนี้มีหุ่นจำลองยีราฟ แล้วจับผ่าซีก ก็จะเห็นหัวใจยีราฟอยู่ตรงเหนือท้อง











และก็มีกะโหลกหมูป่า ของจริงให้ทดลองได้ถือ จับดูใกล้ ๆ (ใหญ่กว่าหัวคน)


นั่งฟังเจ้าหน้าที่อธิบายจนมึนแล้ว ขอออกไปข้างนอกมั่งดีกว่า ตรงระเบียงด้านนอกจะมีน้อง ๆ ยีราฟชูคอ คอยงาบอาหารจากนักท่องเที่ยว โดยมีเจ้าหน้าที่ยืนแจกอาหารเม็ดอยู่ตรงหัวบันไดทางขึ้น



จากมุมนี้เราจะเห็นความสูงของคน และ ยีราฟอย่างชัดเจน



ระเบียงหอจัดแสดงเราสามารถยืนให้อาหารยีราฟได้ โดยจะมีเจ้าหน้าที่ยืนประกบยีราฟแต่ละตัวที่ยื่นหน้ามาทักทาย และ กินอาหารจากนักท่องเที่ยว



พร้อมกันแล้วใช่ไม๊คะ ยีราฟพร้อม!!! คนพร้อม!!! งั้นเราไปให้อาหารยีราฟกันค่ะ




นี่คือการให้อาหารยีราฟที่ถูกต้องนะคะ ใส่มือยื่นให้ตรง ๆ ทางด้านหน้ายีราฟเลยค่ะ แล้วก็อย่าพยายามยืนด้านข้างถ่ายเซลฟี่ไม่ดูตาม้าตาเรือ เพราะยีราฟมองไม่เห็นด้านข้าง ๆ ค่ะ (กลอกตาบนล่างไม่ได้เหมือนคน) ตรงนี้เจ้าหน้าที่จะคอยเตือนเสมอ ๆ และโปรดสังเกตว่าหัวยีราฟใหญ่กว่าหัวคน ถ้าหัวโขกกันขึ้นมาก็ไม่แน่ใจว่ายีราฟ หรือ คน ที่จะต้องเจ็บ!!!


ส่วนรูปนี้โปรดสังเกตที่ลิ้นยีราฟนะคะ ยาวมาก สามารถที่จะยื่นลิ้นมารับอาหาร หรือ ม้วนลิ้นก็ได้อีกด้วย ลิ้นยีราฟจะนุ่ม ๆ สาก ๆ หน่อย แต่ขนตรงปาก ตรงแก้มนุ่มนิ่มดีค่ะ เวลาให้อาหารมีน้ำลายหนืด ๆ หืน ๆ ติดมานิดหน่อยพอเปียก ๆ และที่สำคัญ ยีราฟตาหวาน กลม โต สวยขนตางอนมาก ๆ



จากระเบียงที่เรายืนให้อาหารยีราฟ ถ้ามองออกไปในเขตห้ามเข้าของ Giraffe Center แล้วก็จะมองเห็นยีราฟตัวอื่น ๆ ที่พักอาศัยในศูนย์ฯ อีกเยอะแยะเลย



ให้อาหารยีราฟเสร็จแล้วเราก็ไปยังจุดล้างมือ ล้างเท้าเพื่อทำความสะอาด



ก่อนจะกลับเหลือบไปเห็นน้องเต่าพอดี เลยแวะดูซะหน่อย มีอยู่หลายตัวเลยแต่ท่าทางจะเบื่อคนมาก เลยหดอยู่ในกระดองซะส่วนใหญ่ กระดองก็ดูหนา ๆ แข็ง ๆ กว่าเต่าแถวบ้านเรา ดูแปลกดี



ขากลับ ทางออกกับทางเข้า = ทางเดียวกัน เราก็จะผ่านร้านขายของที่ระลึก ซึ่งรายได้ทั้งหมดก็ช่วยสนับสนุน Giraffe Center แห่งนี้



ว่าแล้วเราก็เข้าไปดูกันเถอะ




สินค้าที่ขายก็เหมือนกับในแหล่งสถานที่ท่องเที่ยวทั่ว ๆ ไป ใน Kenya ค่ะ คือเหมือน ๆ กันไปซะหมด แต่ที่นี่ก็จะเน้นสินค้าที่เป็นสัญลักษณ์ของยีราฟมากหน่อยแค่นั้นเอง สรุป คือ ไม่ได้ซื้ออะไรเลย








เดินกลับออกมาขึ้นรถไปกันต่อ ขาออกมาอย่าลืมโชว์บัตรเข้าชม Giraffe Center ให้คุณ รปภ. ดูด้วยนะคะ ใช้ตอนเอารถออก



จบแล้วจุดแรก เดี๋ยวเราไปต่อกันที่ Karen Blixen Museum ซึ่งเป็นบ้านของ Karen Blixen ผู้แต่งหนังสือเรื่อง “Out of Africa” ภายหลังได้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ และ ได้รับรางวัลมากมายหลายสาขา



ขับรถออกจาก Giraffe Center มาซักประมาณ 10 นาที ก็จะพบกับ บ้านทรายทอง เห้ย!!! บ้านของ Karen Blixen ซึ่งในปัจจุบันถูกทำเป็นพิพิธภัณฑ์ไปแล้ว และเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปเยี่ยมชม 











ขับรถเข้าไปก็จะมียามโบกรถให้ไปจอดใต้ร่มไม้ใหญ่ แล้วก็เดินตามทางเข้าไปสู่ตัวบ้าน ซึ่งมีการจัดแต่งสวน ปลูกต้นไม้ ทำสนามหญ้า บรรยากาศดีมาก เหมาะสำหรับมาถ่ายพรีเว้ดดิ้งที่สุด








ตัวบ้านถูกจัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์ โดยพยายามรวบรวม ข้าวของเครื่องใช้ และ คงสภาพให้เหมือนสมัยที่ Karen ยังคงอาศัยอยู่ที่นี่ไว้ให้มากที่สุด



ต้องเดินอ้อมไปซื้อตั๋วเข้าชมที่ด้านหลังนะคะ ประตูเข้าก็อยู่ด้านหลัง แต่แบบห้ามถ่ายรูปภายในบ้านซะงั้น บ้านก็หลังไม่ใหญ่ มีข้าวของเครื่องใช้เก่า ๆ และตู้โชว์ผลงานต่าง ๆ ของ Karen เต็มไปหมด นอกจากหนังสือเรื่อง “Out of Africa” แล้ว Karen ก็ยังเขียนหนังสือไว้อีกหลายเรื่อง


ถ่ายรูปในบ้านไม่ได้ หลังจากชมข้างในเสร็จก็ออกมาเดินถ่ายรูปรอบ ๆ บ้านแทนดีกว่า


ถ่ายย้อนแสงมั่ง อะไรมั่ง ขอปรับสีให้ได้เห็นรายละเอียดในรูปชัดขึ้น




วิวด้านหลังบ้านเป็นภูเขา



มุมบ้านทางด้านหน้าจัดทำเป็นร้านขายของที่ระลึกเล็ก ๆ



สนามหญ้าทางหน้าบ้าน จะมีปลูกต้นไม้ใหญ่ไว้รอบ ๆ สนาม แล้วก็จะมีจัดแสดงเครื่องมือทำฟาร์มสมัยเก่า รถไถ ฯลฯ เข้ามาทำไร่กาแฟที่นี่ ส่วนตามมุมต่าง ๆ ใต้ต้นไม้ จะมีการตั้งวงพูดคุยจิบชา บ้างก็มีนอนกลิ้ง ๆ ไปตามสนามหญ้า แต่ส่วนมากมักจะเดินถ่ายรูป


ถ้าเครียด ๆ ได้มาเดินเล่นรับอากาศบริสุทธิ์ ชมต้นไม้ ดอกไม้ จิบชา คือเป็นอะไรที่ผ่อนคลายมาก


ตอนนี้เราเดินกันทั่วแล้วนะคะ เดี๋ยวก็จะขับรถกลับ แล้ว แวะหาอะไรกินระหว่างทาง





ออกจากบ้าน Karen Blixen แล้ว ก็ขับรถมาไม่ไกลมากซัก 15 นาที เพื่อไปยังร้านอาหาร The Talisman เปิดตั้งแต่เช้ายันดึก บรรกากาศตกแต่งแบบในสวน ช่วงค่ำ มื้อ dinner ถ้าไม่จองโต๊ะไว้ อาจจะมาเก้อ เพราะ คนแน่นมาก






อาหารก็มีให้เลือกหลากหลาย แต่ ดนตรีสดที่เล่นตอนช่วงบ่ายแก่ ๆ 
นี่ไพเราะมาก



เนื่องจากไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ เลยสั่งเป็นอาหารกินเล่น ๆ จานที่เป็นกุ้งในเมนูบอกว่าเป็นซอสแบบไทยคลาสสิค ลองแล้วอร่อยดี ส่วนเครื่องดื่มสั่ง Iced tea lemonade : คือในหนึ่งแก้วจะมี น้ำ lamonade อยู่ครึ่งนึง แล้วก็ใส่ Iced tea ลงไปอีกครึ่งที่เหลือ (half&half) เวลาเสริฟก็จะเป็นน้ำแยกสีกันมา แต่ที่นี่คนเป็นสีเดียวกันมาก็ไม่เป็นไร ในอเมริการู้จักเครื่องดื่มชนิดนี้กันดีในชื่อ “ Arnold Palmer ” เนื่องมาจากนักกอลฟ์ชื่อดัง Arnold Palmer ดื่มเครื่องดื่มนี้เป็นประจำ คนก็เลยสั่งเครื่องดื่มนี้ตามชื่อของเขา และ ใช้เรียกกันติดปากต่อ ๆ มานั่นเอง ว่าแต่ว่า ไปไงมาไงถึงมาลงที่เรื่องเครื่องดื่มได้ล่ะเนี่ย เกี่ยวกันไม๊??


ท้องอิ่มแล้วก็ถึงเวลาที่ต้องเดินทางกลับกันแล้วหล่ะ นี้คือวิวระหว่างทาง จะมีลานกว้าง ๆ เป็นลานเอนกประสงค์ คือ ลานเดียว ใช้ทั้งจอดรถ เลี้ยงวัว ขายของ นอนหลับ และ เตะฟุตบอล สารพัดประโยชน์มาก


คนที่นี่ชอบเตะฟุตบอลมากเลยนะคะ ไปไหนมาไหนก็มักจะเห็นเสมอ ขอลาไปด้วยภาพนี้ก็แล้วกันนะคะ ซูมถ่ายจากบนรถ